Blog นี้ดีมีสาระ

Food, สุขภาพ, IT

รับมืออาการมือชา – เท้าชา

ผู้ที่ต้องประสบกับอาการมือชา เท้าชา นับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ รวมไปจนถึงการใช้ชีวิตอย่างไม่มีคุณภาพ ทำให้ร่างกายแสดงอาการอ่อนแอออกมาให้เห็นได้ง่ายขึ้น
อาการชาที่เกิดกับมือและเท้านั้น คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเกิดจากการที่ร่างกายขาดวิตามินบี 1 ตามที่เคยได้ร่ำเรียนมา แต่จริงๆ แล้วอาการชาที่เกิดขึ้นกับมือและเท้านั้น อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่เส้นประสาทถูกทับ จนแสดงอาการออกมาก็เป็นได้ ซึ่งบางคนเมื่อเกิดอาการเช่นนี้แล้วก็เลือกที่จะไปปรึกษาแพทย์ ในขณะที่อีกหลายคนก็เลือกที่จะทนกับอาการชาที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้ว อาการดังกล่าวก็เหมือนกับโรคอื่นๆ ทั่วไป หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน
*** เส้นประสาทถูกกดทับ
ผช.ศ.นพ.พินิจ ลิ้มสุคนธ์ แพทย์อายุรกรรมประสาท บอกว่า อาการมือชา เท้าชา มักจะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก เนื่องจากร่างกายของผู้ใหญ่มีสภาพความเสื่อม และการใช้งานของร่างกายมากกว่าเด็กๆ นั่นเอง

อาการมือชา เท้าชา เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการขาดวิตาบินบี 1 หรือเกิดจากโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน แต่สาเหตุส่วนใหญ่นั้นมักจะเกิดจากการที่เส้นประสาทโดนกดทับ ซึ่งสามารถป้องกันได้ และสามารถรักษาได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัด
“คนส่วนใหญ่เวลาเกิดอาการมือชา เท้าชา มักจะคิดว่าเป็นโรคเหน็บชา ซึ่งโรคเหน็บชานั้นก็คือโรคที่ปลายประสาทเสื่อมจากการขาดวิตามินบี 1 ซึ่งมักจะเกิดอาการชาทั้งเท้าทั้งมือสองข้าง แต่โรคเหน็บชาในปัจจุบันเกิดน้อยลงไปทุกที เนื่องมาจากว่าคนรับประทานวิตามินเสริมกันมากขึ้น หรือเวลาไปหาแพทย์ก็มักจะได้วิตามินบี 1 มาด้วย แต่อาการชาตามมือ ตามเท้า ที่เกิดขึ้นในตอนนี้มักจะไม่ได้มาจากการขาดวิตามินแล้ว แต่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากปัญหาของเส้นประสาท ไขสันหลัง หรือสมองเกิดอาการผิดปกติ
หากที่พบได้บ่อยมากที่สุดนั้นก็คือ อาการชามือ ชาเท้า ที่เกิดมาจากเส้นประสาทถูกกดทับ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่สภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป การใช้ชีวิตในชีวิตประจำวันที่อาจจะต้องทำงานใช้มือในการทำงานหนักจนเกินไป หรือใช้ผิดวิธี ก็ทำให้เกิดอาการเส้นประสาทถูกกดทับจนเกิดอาการชาได้ แล้วแต่ว่าเส้นประสาทโดนกดทับบริเวณไหน จะทำให้เกิดอาการชาไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะชามือไม่ชาแขน ชาแขนไม่ชามือ ชาทั้งมือทั้งแขน ชาเท้าไม่ชาขา ชาขาไม่ชาเท้า หรือชาทั้งเท้าทั้งขาก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่โดนกดทับ”
*** อาการที่แสดงออก
ตำแหน่งของเส้นประสาทที่ถูกกดทับจะก่อให้เกิดอาการชาในบริเวณที่แตกต่างกันออกไป คือ
* เกิดอาการชามือ แต่เท้าไม่ชา
– ชาที่หลังมือแต่ไม่เกินข้อมือ แสดงว่าเกิดเส้นประสาทกดทับที่ต้นแขนด้านใน อาจจะเกิดจากการนั่งเอาแขนพาดพนักเก้าอี้นานจนเกินไป แต่ถ้าเกิดอาการชาเลยมาถึงข้อมือ จะเกิดจากการที่เส้นประสาทบาดเจ็บบริเวณรักแร้
– ชาที่บริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางเป็นหลัก มักจะเกิดจากที่เส้นประสาทถูกกดทับที่บริเวณข้อมือ ซึ่งก็ควรจะลดการใช้งานของมือ และพยายามหลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ชา เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ โทรศัพท์ หรือชูมือ เป็นต้น
– ชาที่บริเวณนิ้วนาง และนิ้วก้อย ก็มักจะมาจากการถูกกดทับที่ข้อศอก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อศอก หรือหลีกเลี่ยงการเท้าแขนบ่อยๆ
– ชาเป็นแถบ ตั้งแต่บริเวณแขนไปจนถึงนิ้วมือ จะเกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อม ไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งควรปรึกษาแพทย์
* เกิดอาการชาเท้า แต่ไม่มีอาการชามือ
– ชาฝ่าเท้า เกิดจากเส้นประสาทบริเวณตาตุ่มด้านใน หรือบริเวณอุ้งเท้าถูกกดทับ ซึ่งก็ควรจะหลีกเลี่ยงท่าที่จะทำให้ขาชา พยายามลดการยืน หรือเดินนานๆ
– ชาหลังเท้า และลามขึ้นมาถึงหน้าแข้ง เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณใต้เข่าด้านนอก เพราะฉะนั้นควรจะหลีกเลี่ยงการนั่งในท่าที่ต้องพับขา เช่น ท่าขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ หรือการนั่งไขว่ห้าง
– ชาด้านนอกของต้นขา เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ขาหนีบ ควรหลีกเลี่ยงการงอพับบริเวณสะโพก
– ชาเป็นแถบจากสะโพกลงมาจนถึงข้อเท้า เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนไปทับเส้นประสาท ซึ่งควรจะไปพบแพทย์
อาการทั้งหมดจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานหรือไม่นั้น ผช.ศ.นพ.พินิจ บอกว่า ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ซึ่งถ้าเส้นประสาทที่ถูกกดทับเสียหายไม่มาก หรือเพียงแค่ช้ำเท่านั้น แค่ 1-2 วันอาการชาก็จะหายไปเอง แต่ถ้าเส้นประสาทเกิดการถูกกดทับจนเสียหายมาก ก็อาจจะเป็นปีที่อาการจะเริ่มดีขึ้น และเส้นประสาทเริ่มฟื้นตัวได้
*** ป้องกันและรักษาตามอาการ
การรักษาอาการชามือชาเท้านั้นก็มีทั้งการรักษาด้วยการผ่าตัด และไม่ผ่าตัด โดยจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ และความรุนแรงของโรค “ถ้าเกิดอาการชาตามมือ ก็อาจจะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวให้คนไข้ ด้วยการให้ลดการทำงานโดยใช้มือก่อน ถ้ายังไม่ทุเลาก็อาจจะให้ยาไปรับประทานก่อน และถ้ายังไม่ทุเลาก็อาจจะต้องฉีดยา และถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นอีกก็อาจจะต้องใช้วิธีการผ่าตัด”
ส่วนการป้องกันนั้น ผช.ศ.นพ.พินิจ บอกว่า ควรจะต้องระมัดระวังในเรื่องท่าทาง ระมัดระวังตัวเองอย่าให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนแอ และที่สำคัญต้องหัดสังเกตอาการชาเบื้องต้นอย่างละเอียดว่าเกิดอาการชา หรือปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณใดให้ชัดเจน เพื่อที่เมื่อไปพบแพทย์แล้ว แพทย์จะได้สามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างถูกต้องและชัดเจน เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เนื่องมาจากเส้นประสาทมีความซับซ้อนมาก ถ้าคนไข้ที่เกิดอาการไม่สังเกต และบ่งบอกอาการ หรือบริเวณที่เกิดอาการชาได้อย่างชัดเจน ก็อาจจะทำให้แพทย์วินิจฉัยผิดตำแหน่งได้ง่าย และการรักษานั้นก็จะไม่เกิดผลแต่อย่างใด
เพียงแค่สังเกตอาการต่างๆ เหล่านี้เพิ่มขึ้นสักนิด ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณเองที่จะได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีนั่นแหละค่ะ
โดย: สุรีย์รัตน์ พิทักษ์, คอลัมน์ how to : นสพ.โพสท์ทูเดย์ 2 ต.ค. 2550
** ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลสุขุมวิท

 

วิตามินที่เกี่ยวข้อง เลือกชมและอ่านรายละเอียดได้ที่ www.shopportal.in.th

http://www.shopportal.in.th/products/name/_%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1_Multi_B_60_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94.htm

http://www.shopportal.in.th/products/name/Nat_B_%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94_40_%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B8%A5.htm

แสดงความคิดเห็น »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.